Prachuap Learning T-MAP | สำนักงาน สกร.ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
กลับหน้าสำรวจ
สถานที่

ศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์

เมืองประจวบคีรีขันธ์ ต.ประจวบคีรีขันธ์

17 ครั้ง สกร.อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ถนน พิทักษ์ชาติ เมืองประจวบคีรีขันธ์ ต.ประจวบคีรีขันธ์
โทรศัพท์ 085 189 0181
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (email) -
ช่องทางการติดต่ออื่นๆ http://www.prachuaptown.com/travel/prachuap/lakmuang.php

สิ่งอำนวยความสะดวก

100 รองรับ (คน)
30 ที่จอดรถ (คัน)
4 ห้องน้ำ (ห้อง)
ไม่มี โต๊ะ
ไม่มี เก้าอี้

ประวัติความเป็นมา

ตั้งอยู่ถนนสละชีพ ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด เป็นหลักชัยคู่บ้านคู่เมืองประจวบคีรีขันธ์ และยังเป็นศาลหลักเมืองที่มีขนาดใหญ่และสวยงาม ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยตัวศาลเป็นศิลปะแบบลพบุรี มีจตุรมุขยอดปรางค์ 9 ชั้นตามแบบสยามลพบุรี ชั้นสูงสุดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและชั้นที่เหลือประดิษฐานองค์เทพต่าง ๆ ส่วนหน้าบันแรกนั้น เป็นรูปรอยตราพญาราหูอมจันทร์ และหน้าบันที่เหลือประดิษฐานองค์เทพล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วสองชั้น สำหรับองค์หลักเมืองที่มีนามว่า "จตุโชค" นั้น ทำจากไม้ตะเคียน ส่วนยอดแกะเป็นรูป 4 เศียร 4 พักตร์ ศิลปะศรีวิชัย และลงรักปิดทองด้วยอัญมณีทั้งองค์ ศาลหลักเมืองแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในสมัย ร.ต.อำนวย ไทยานนท์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ในขณะนั้น และวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2536 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 4 ปีระกา เวลา 09.59 น. ต่อมาในวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์เป็นประธานศาลหลักเมืองแห่งนี้
จากแยกเข้าเมืองประจวบคีรีขันธ์ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร หลังจากถึงสี่แยกศาลากลาง แล้วเลี่ยวขวาเข้าถนนสละชีพอีกประมาณ 100 เมตร ตั้งอยู่ตรงข้ามศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ความเป็นมาของแหล่งเรียนรู้

ศาลหลักเมือง อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวประจวบคีรีขันธ์ พากันมาสักการะอยู่เป็นประจำ เพราะถือว่าเป็นมงคล และหลักชัยคู่บ้านคู่เมือง ทำให้ประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข รุ่งเรืองตลอดเวลา สร้างขึ้นในสมัยที่ ร.ต.อำนวย ไทยานนท์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามบรมราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเปิด ศาลหลักเมืองนี้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2537 ศาลหลักเมืองชึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานเสาหลักเมือง สร้างเป็นแบบสถาปัตยกรรมสมัยลพบุรี ได้รับการตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างสวยงาม นับเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ศาลหลักเมืองวางศิลาฤกษ์ ตรงกับวันที่ 4 มีนาคม พุทธศักราช 2536 เวลา 09.59 นาฬิกา ทรงจตุรมุขยอดปรางค์ 9 ชั้น ศิลปสยามลพบุรี พร้อมด้วยศาลบริวารประดิษฐานองค์เทพทั้งสี่ศาล ร.ต.อำนวย ไทยานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการด้วยความร่วมมือร่วมใจ ของชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และขาวจังหวัดอื่นๆ โดยมี พล ต.ต.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล ให้คำปรึกษา และนางสาวศิระภา วาระเลิศ กับนายพรชัย วัฒนวิกย์กิจ รับผิดชอบงานวิศวกรรม สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม

กระบวนการจัดการเรียนรู้

ศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา และอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้จากสถานที่จริง ดังนี้

การศึกษาข้อมูลเบื้องต้น
ผู้เรียนศึกษาประวัติความเป็นมาของศาลหลักเมือง ความสำคัญของหลักเมืองในฐานะศูนย์รวมจิตใจของประชาชน รวมถึงประวัติการก่อสร้างศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นหลักชัยคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
การเรียนรู้จากสถานที่จริง
ผู้เรียนเข้าศึกษาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ภายในศาลหลักเมือง เช่น องค์หลักเมือง “จตุโชค” ศิลปะแบบศรีวิชัย และตัวศาลที่สร้างด้วยรูปแบบศิลปะลพบุรี เพื่อเรียนรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสืบค้นข้อมูล
ผู้เรียนร่วมอภิปราย ซักถาม และสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ความเชื่อ ประเพณี และบทบาทของศาลหลักเมืองที่มีต่อชุมชนในอดีตและปัจจุบัน
การเรียนรู้คุณธรรมและความภาคภูมิใจในท้องถิ่น
ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม เรียนรู้เรื่องความสามัคคีของประชาชนที่ร่วมกันสร้างศาลหลักเมือง และเกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิดของตนเอง
การสรุปองค์ความรู้และนำไปใช้ประโยชน์
ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้รับมาจัดทำรายงาน สื่อประชาสัมพันธ์ หรือกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ของชุมชน