Prachuap Learning T-MAP | สำนักงาน สกร.ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
กลับหน้าสำรวจ
สถานที่

อุทยานแห่งชาติกุยบุรี

กุยบุรี ต.หาดขาม

8 ครั้ง สกร.อำเภอกุยบุรี 1 เอกสาร

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง หมู่ 9 ถนน เพชรเกษม-ยางชุม กุยบุรี ต.หาดขาม
โทรศัพท์ 081-539-8602
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (email) vachyanin@gmail.com
ช่องทางการติดต่ออื่นๆ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี

สิ่งอำนวยความสะดวก

100 รองรับ (คน)
50 ที่จอดรถ (คัน)
20 ห้องน้ำ (ห้อง)
14 โต๊ะ (ตัว)
100 เก้าอี้ (ตัว)

ประวัติความเป็นมา

อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 90 ของไทยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2542 มีเนื้อที่ประมาณ 605,625 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นผืนป่าต้นน้ำสำคัญ และผ่านพ้นวิกฤตความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าจนกลายเป็นต้นแบบการอนุรักษ์เชิงนิเวศ

ความเป็นมาของแหล่งเรียนรู้

อุทยานแห่งชาติกุยบุรี หรือ ผืนป่ากุยบุรี เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำกุยบุรีและแม่น้ำปราณบุรี หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติที่ปรากฏในพื้นที่ เพื่อเป็นแหล่งหาความรู้ศึกษาวิจัย และการประกอบกิจกรรมนันทนาการของประชาชน โดยได้รับประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 116 ตอนที่ 20ก วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2542 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 90 ของประเทศ มีอาณาเขตครอบคลุม 4 อำเภอ คืออำเภอปราณบุรี อำเภอสามร้อยยอด อำเภอกุยบุรี และอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์กระบวนการจัดการเรียนรู้
ปี พ.ศ. 2532 : กรมป่าไม้เริ่มสำรวจพื้นที่ป่ากุยบุรี เนื่องจากพบปัญหาการบุกรุกและสภาพป่าถูกทำลาย อย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำกุยบุรีและแม่น้ำปราณบุรี
ปี พ.ศ. 2542 : รัฐบาลประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติกุยบุรีอย่างเป็นทางการ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าที่เหลืออยู่

กระบวนการจัดการเรียนรู้

กระบวนการเรียนรู้ของ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เน้นการสร้างความเข้าใจเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า และการฟื้นฟูผืนป่ารอยต่อ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน หน่วยงานวิจัย และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อความยั่งยืน
- การศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่า: เรียนรู้การใช้ชีวิตและโขลงช้างป่าผ่านจุดชมซาฟารีเมืองไทย
- การมีส่วนร่วมของชุมชน: สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านในการลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง
- เส้นทางศึกษาธรรมชาติ: พัฒนาพื้นที่อย่าง โป่งพรหม เป็นแหล่งเรียนรู้ภาคสนาม
- เครือข่ายอนุรักษ์: ร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายเสียงช้างและหน่วยงานสากลเพื่อเก็บข้อมูลวิจัยเชิงลึก